กลับมาแล้ว หลังจากที่ปล่อยให้คอยกันมานาน (จะมีใครคอยไหมเนี่ย )

อาจมีสะกดผิดบ้าง เดี๋ยวคืนนี้จะมาแก้ให้ถูกให้นะครับ เพราะตอนนี้ง่วงมาก คงแก้ไม่ไหวแล้ว (หรือถ้าใครใจดีเหมือนหน้าตา ฝากแก้ให้ด้วยก็จะเป็นการดีมากครับ)

ตอนนี้ยังไม่มีรูปนะครับ เดี๋ยวคืนนี้จะเอามาลงให้ (ความจริงก็รูปคนอื่นทั้งนั้นแหละครับ ไม่มีรูปของตัวเองซักภาพ)

ส่วนแถลงการณ์เรื่องหนังสือ ขอเลื่อนเป็นคืนนี้อีกเช่นกันนะครับ (นี่เป็นตัวอย่างที่ดีที่ชี้ให้เห็นถึงการผลัดวันประกันพรุ่ง 555)

เจอกันเมื่อเจอกันครับ

birdwithnolegs

****************************

 +-+-+-แม้คืนนี้จะไร้ดาว แต่เราก็ยังจะนั่งดูมันไปด้วยกัน+-+-+-
บันทึกการเดินทางไปปลูกป่าที่ เชียงดาว กับทริปถั่วงอกนั่งรถไฟไปดาวหาง ตอนที่3


หมายเหตุ - เนื่องจากผมไม่ได้เอากล้องถ่ายรูปของตัวเองไป
รูปที่ลงในนี้ทั้งหมด เป็นการขอหยิบยืมรูปเอามาจากสมาชิกผู้ร่วมทริปนี้คนอื่นทั้งหมด โดยสามารถดูเครดิตได้ที่ใต้ภาพ และขอขอบคุณเจ้าของภาพทุกคนมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะครับ
หมายเหตุ2 - เนื่องจากจขบ.ไม่ได้จดอะไรไว้เลย เขียนมาจากความทรงจำล้วนๆ เหตุการณ์ในบทความนี้อาจมีความคลาดเคลื่อนในข้อเท็จจริงบางอย่าง

 

 

 


4.ที่โรงละครไกลบ้านคุณ



ผมอยู่บนรถสองแถวแดง ที่กำลังขับขึ้นดอยอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายฝนโปรยไพร
ในวงล้อมของนักเขียนในดวงใจของใครหลายๆ คน (ฟังดูอีโรติกชอบกลแฮะ)


เป็นธรรมดาของผู้อ่านทั้งหลาย ที่เวลาอ่านหนังสือแล้วย่อมอดจินตนาการถึงตัวจริงของนักเขียนไม่ได้
ซึ่งความสามารถในการคาดเดาของผมในเรื่องนี้ เรียกได้ว่า ตกต่ำจนน่าใจหาย เลยทีเดียว
ผมเคยคิดว่า "อรินธรณ์" เป็นหญิงสาวน่ารักคนนึง
ผมเคยคิดว่า "'ปราย พันแสง" เป็นชายหนุ่มผู้ลุ่มลึก ช่างคิด
ผมเคยคิดว่า "วินทร์ เลียววาริณ" เป็นหนุ่มไฟแรง คุยเก่ง แฟชั่นจัดตามสไตล์หนุ่มโฆษณา
ใครที่รู้จักนักเขียนทั้งสามท่านนี้ คงทราบว่า
สิ่งที่ผมคาดเดากับเรื่องจริงนั้น
ห่างไกลกันประมาณ 3 ล้านปีแสงได้


สำหรับพี่ทั้งสามคนแล้ว ขอสารภาพว่าแต่ละคนไม่ค่อยเหมือนกับภาพที่คิดไว้ในหัวสักเท่าไร
อย่างพี่อัพ ตอนแรกผมนึกว่าจะออกแนวเซอร์ๆ แต่ตัวจริงกลับดูเรียบร้อยมากกว่าที่คาด (เห็นตัวจริงพี่แล้ว ผมคิดไม่ถึงเลย ว่าพี่จะแต่งการ์ตูนแนวพี่พวกนั้นออกมาได้ หึๆๆ)
ส่วนพี่ก้องดูเงียบและชอบครุ่นคิดมากกว่าที่คิด
ส่วนพี่เอ๋นั้น ไม่ผิดจากในความคิดของผมมากนัก คือ แลดูเฮฮาและแอคทีฟตามสไตล์คนเรียนสถาปัตย์
(อนึ่ง นี่เป็นความเป็นการตัดสินคนจากการมองภายนอก ซึ่งไม่สามารถตัดสินตัวตนที่แท้จริงของใครได้ ดังนั้น โปรดอย่าเชื่อถือข้าพเจ้ามาก)


หลังจากที่พี่คนขับรถพาพวกเราขึ้นเขา ลงห้วยเป็นชั่วโมงจนหนำใจแล้ว ในที่สุดพวกเราก็มาถึงโรงละครมะขามป้อม ที่พักอาศัยตลอดสามวันของพวกเราจนได้
ดูบรรยากาศแล้ว โอ้ว พระเจ้าจ๊อด มันโบฮีเมี่ยนมาก (มันแปลว่าอะไรฟะ คำนี้ ใครก็ได้ช่วยไปเปิดปทานุกรมของสอ เสถบุตรให้ที)

เก็บของเข้าที่พักวีไอพี (ซึ่งเหล่าชายหนุ่มก็ที่พักห้องสวีทซึ่งเป็นที่นอนตรงระเบียงชั้นสองของที่ประชุมนั่นแหละครับ)
เสร็จแล้วก็ได้เวลากินข้าวกินปลา ชดเชยพลังงานที่เสียไปหลังจากเด้งกระดอนอยู่บนรถทัวร์กับรถสองแถวตั้งนาน
อาหารมื้อแรกของเราเป็นขนมจีนผสมน้ำยาและน้ำเงี้ยว แกล้มด้วยถั่วงอก
เหมือนเป็นการบอกว่า ทริปถั่วงอก ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้ว


กินข้าวกินปลาเสร็จแล้วก็ได้เวลาประชุมครับ
เริ่มต้นเปิดประชุมด้วยการให้พี่ๆ ที่โรงละครมะขามป้อมกล่าวถึงประวัติของโครงการนี้ แนวคิด นโยบาย และการต่อสู้จนถึงวันนี้
ซึ่งโครงการของพวกพี่เขาน่าสนใจมากครับ สามารถดูรายละเอียดของโครงการดีๆ ได้ที่เวบนี้
http://www.makhampom.net



การทำงาน​“doing the dirty work” งานคลุกฝุ่น


"สำหรับมะขามป้อมแล้ว พวกเราทำงานอยู่บน ความรักในละครและการยืนหยัดอยู่กับชาวบ้าน กลุ่มของเราได้มองตนเองตั้งแต่ต้นแล้วว่าเป็นแหล่ง ความรู้ด้านการแสดง ในฐานะนักแสดงและผู้สนับสนุนในการทำละครภายในชุมชน และเป็นหนทาง เชื่อมต่อระหว่างสังคมเมืองและสังคมชนบท สำหรับส่งต่อเรื่องราวต่างๆ ความทุกข์ยาก และความเป็นไปในชุมชน ให้สังคมได้รับรู้ อย่างไรก็ตาม เมื่อมะขามป้อมลง ไปทำกิจกรรมละครกับพื้นที่ใดแล้วคนในพื้นที่นั้นสามารถสร้างงานละครขึ้นมาเองไดและสามารถสร้างละครได้เองอย่างต่อเนื่อง มะขามป้อมจะค่อยๆถอนตัวออกจากชุมชนนั้น เพราะพวกเราวางมะขามป้อม ไว้ในฐานะเพื่อนของชุมชนมากกว่าที่จะเป็นผู้ทำละครให้ชุมชนแต่เพียงฝ่ายเดียวจากประสบการณ์ ที่ได้ลงไปทำงานกับชุมชนต่าง ๆ มากมาย ผลที่ตาม มาก็คือ การศึกษางานศิลปะพื้นบ้านได้กลาย เป็นรูปแบบการแสดงของมะขามป้อม และด้วยเหตุผลนี้เอง งานฝึกสอนการแสดง ของมะขามป้อมจึงมีพื้นฐานอยู่บนการแสดง ละครดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นละครพื้นบ้าน ลิเก และโขน ละครชุมชนการสื่อสารทางวัฒนธรรม และเป็นการ สื่อสารอย่างมี ประสิทธิภาพ และนี่เป็นวิธีการดึงดูดผู้ชมและชุมชน ให้อ้าแขนต้อนรับละคร ที่มาจากมะขามป้อมได้เป็นอย่างดี ผู้ชมและชุมชนเองได้กลายเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องคำนึงถึง เมื่อจะหารูปแบบการแสดงที่เหมาะสม สำหรับมะขามป้อม การทำละครโดย คำนึงถึงผู้ชม และส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้องนี้ จึงนับเป็นการสนับสนุนแนวความคิดของการทำละครที่มีชีวิต ที่เชื่อมระหว่างศิลปะและการรับใช้สังคม

การประยุกต์ใช้ละครสมัยใหม่และละครแบบดั้งเดิม การทำงานของชาวมะขามป้อมเป็นไปอย่างแทบไม่มีเวลาหายใจจาก โครงการหนึ่งไปสู่อีก โครงการหนึ่งของวิถีแห่ง ละครเพื่อการพัฒนาชุมชน เปรียบได้กับการทำนาที่ต้องเก็บเกี่ยวให้ทัน จากหน้าหนึ่งสู่อีกหน้าหนึ่ง ด้วยเหตุผลนี้เอง มะขามป้อมจึงมีระบบเศรษฐกิจ แบบค่อนข้างพอเพียง(แต่โน้มเอียงไปทางไม่ค่อยพอ) โดย้อาศัยเงินทุนจากองค์กรต่างๆ ขณะนี้เราจึงพยายามเปลี่ยนแปลงสถานการณ์(ทางการเงิน) เพื่อให้กลุ่มพึ่งพาตนเองได้และอยู่ได้อย่างยั่งยืนเพื่อการดำรงอยู่ีขององค์กรหรือกลุ่มคนที่มีจิตวิญญาณในการทำละครเพื่อการพัฒนาและเปลี่ยนแปลง สังคมหรือชุมชนของประเทศไทย หัวใจหลักของการเปลี่ยนแปลงก็คือ การเปลี่ยนจากการพึ่งพาองค์กรที่ให้การสนับสนุนทางการเงินองค์กรใด องค์กรหนึ่ง มาเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนระหว่างกลุ่ม การรับบริจาคจากปรเิทศอื่น ๆ องค์กรวัฒนธรรม ระหว่างประเทศ และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อใช้เป็น ยุทธศาสตร์ทางการเงินของมะขามป้อมเพื่อความมั่นคงและ ยั่งยืนต่อไป"




นี่คือรายละเอียดของโครงการ ซึ่งยกมาจากเวบไซต์มาทั้งยวงเลย
ที่ต้องยกมาเนื่องจาก ขอสารภาพบาปว่า ระหว่างที่พวกพี่เขาพูดอยู่นั้น ผมหลับตลอดงานเลย 555 (ก็ลมมันเย็น)


เสร็จแล้วก็มาถึง ช่วงเวลาแนะนำตัว
แต่จะให้แนะนำตัวง่ายๆ หรือเล่นเพลง อวัยวะ ก็ดูจะสบายเกินควร
พวกพี่เขาก็เลย คิดเกมขึ้นมา ตั้งชื่อว่า เกมนางสาวไทย
กติกาง่ายๆ ก็คือ ให้ทุกคนเขียนคำถามลงในกระดาษแล้วให้เพื่อนๆ คนที่จับกระดาษคำถามของเราได้เป็นคนตอบ
โดยเปรียบเสมือนว่าเพื่อนร่วมทริปของเราเป็นผู้เข้าประกวดนางสาวไทย (ต้องใช้จินตนาการขั้นสูงมากๆ เลยนะเนี่ยถึงจะทำได้ 555)
ลักษณะการแนะนำตัวก็คือ แนะนำตัวเอง บอกถึงสิ่งที่ทำในตอนนี้ ที่กำลังจะทำในอนาคต และตอบคำถามที่จับขึ้นมาได้


ขณะที่ทุกคนกำลังเขียนคำถามอยู่นั้น ไอ้เราก็เพิ่งตื่นพอดี ยังงัวเงียไม่เลิก เลยเข้าใจผิด คิดว่า ให้เราตั้งคำถามถามพวกพี่นักเขียน
เลยคิดสร้างภาพกะเท่เต็มที่ เขียนคำถามไปเลยว่า
[Jacques Derrida เจ้าพ่อ Deconstruction (โปรดอย่าถามผม ผมก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนกันแหละครับ) เคยกล่าวไว้ว่า
"สิ่งต่างๆ มีของมันอยู่แล้ว นักเขียนแค่หยิบมันออกมาถ่ายทอด ด้วยสายตาของเขาเท่านั้น ดังนั้นใครเขียนก็มีค่าเท่ากัน"]
ไม่ทราบว่าคุณรู้สึกอย่างไรกับคำพูดนี้


ผมจำไม่ได้แล้วว่าคนที่ได้คำถามนี้เขาตอบอะไรออกมาบ้าง
จำได้แค่เพียงว่า เขาอารมณ์แบบ "อะไรของมรึง" มากๆ แหะๆๆ
เนื่องจากพื้นที่ของบลอกและความขยันของคนเขียนมีขีดจำกัด จะให้เขียนหมดทั้ง 42 คนก็ดูจะบ้าพลังไปนิดนึง
จึงขอรวบรวมเฉพาะเด็ดๆ รวบรวมมาเป็น รวมเด็ดสะเก็ดข่าว มาฝากเพื่อนๆ แล้วกันนะครับ


***********************************


คนถาม - ในยุคที่อะไรๆ ก็แพงขึ้น คุณคิดว่าในอนาคต ของอะไรบ้างที่จะถูกลง
พี่เอ๋ นิ้วกลม - คิดว่าต้นทุนหนังสือเรื่อง หน่อไม้ จะถูกลง
(หนังสือที่พวกพี่นักเขียนทั้ง 3 คน เขียนถึงการเดินทางครั้งนี้ ปัจจุบันมีวางขายทั่วไป เล่มละ 210 บาท โดยสำนักพิมพ์ a book - พื้นที่โฆษณา)
โดยสวนทางกับคุณภาพของหนังสือที่จะมีมากขึ้นครับ (ไม่ค่อยจะขายของเลยนะครับพี่)


คนถาม - ถ้าเกิดคุณอยู่ในบ้านที่กำลังไฟไหม้ แล้วคุณมีเวลาหยิบของออกมาได้ทันชิ้นเดียว คุณจะเลือกหยิบสิ่งของอะไร
พี่ก้อง ทรงกลด - หยิบคอมพิวเตอร์ออกมา เพราะในนั้นมีงานที่สำคัญๆ เก็บเอาไว้เยอะมาก
และที่ดราม่าที่สุดคือ ("ดราม่า" เป็นศัพท์ฮิตประจำทริปนี้ ควบคู่มากับคำว่า โบฮีเมี่ยน) ในชีวิตนี้เคยง้อผู้หญิงคนนึงด้วยการเขียนจดหมายไปหาเขา 100 วันติดกัน แล้วถ่ายเก็บเอาไว้ว่า วันนี้ส่งอะไรไปให้เขาบ้าง
รู้สึกว่ามันมีค่าทางความรู้สึกมาก แต่สุดท้ายก็ง้อผู้หญิงคนนั้นไม่สำเร็จ (เป็นคำตอบที่ดูเป็นพี่ก๊อง พี่ก้องจริงๆ ครับ ท่านผู้ชม)