+-+-+-+จดหมายจาก"เม"ถึง"คุณพ่อ"+-+-+-+
posted on 23 Apr 2009 17:20 by timecapsuleงานฌาปนกิจศพ ‘เด’ วันอาทิตย์ที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๕๒
มีคนเคยเปรียบความรักว่าเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการชีวิต ไม่ต่างอะไรกับอากาศที่เราหายใจ
หากจะเปรียบความรักของพ่อแม่เป็นเหมือนอากาศที่ห่อหุ้มและโอบกอดเราไว้ บางครั้งก็อาจเป็นลมที่พัดเบาๆให้เราเย็นใจและเป็นสุข บางครั้งอาจเป็นกระแสลมพัดรุนแรงเพื่อจะเตือนและหยุดยั้งเมื่อเราจะก้าวไปสู่หนทางที่อันตราย
คำแรกๆในชีวิตที่ฉันพูดได้ คือคำว่า ‘เด’ เด ในภาษาไหหนำแปลว่า พ่อ ฉันไม่แน่ใจนักว่า พ่อ ที่บ้านอื่นๆ จะถูกเปรียบเป็นลมแบบไหน แต่ ‘เด’ ของฉันเป็นกระแสลมที่อบอุ่นเสมอ
ลมใต้ปีกเป็นลมที่ทำให้เราบินได้ ถ้าปราศจากอากาศที่โอบล้อมและรองรับเราไว้เสมอ จะไม่มีนกตัวไหนมีโอกาสจะโผบิน เมื่ออากาศเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น เราจึงเริ่มเคยชินกับการกระพือปีก จนคิดไปว่าปีกของเราแข็งแรงขึ้นจากตอนเป็นนกตัวเล็กๆ และบางทีก็หลงลืมความสำคัญของกระแสลมรอบตัวเรา
‘เด’ เป็นอากาศที่อบอุ่น เป็นดั่งกระแสลมที่ช่วยให้เราบินได้อย่างสบายใจ หลายๆครั้งที่เรากระพือปีกและมองตรงไปข้างหน้า โดยไม่รู้ว่า อากาศใต้ปีกพัดพาพบเจอกับมลพิษมากแค่ไหน กว่าจะมาเป็นกระแสลมที่เหมาะสมกับการพัดพาเราไปไหนต่อไหนได้ จะต้องผ่านอะไรมาบ้าง ทั้งๆที่เราหายใจอยู่ได้ ก็เพราะอากาศรอบตัวจนถึงวันนี้ เมื่อกระแสลมนั้นหายไป ฉันจึงรู้ตัวว่า ปีกที่กางอยู่อ่อนแอแค่ไหน ในขณะที่ฉันยังต้องบินต่อไป ทำให้หายใจได้ลำบาก กระพือปีกได้ยาก และเสียศูนย์ .. แต่ฉันก็ขอฝากบอกไปกับสายลมนั้นว่า ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะฉันก็จะบินต่อไปอย่างเข้มแข็ง
มีคนกล่าวว่า ‘การมาร่วมงานศพ เป็นการมาที่จะไม่ได้อะไรกลับไป’ ในโอกาสนี้ หนูต้องขอขอบพระคุณทุกคนที่มาร่วมงานด้วยใจ พลังใจที่ส่งมาสร้างความปิติเมื่อคิดถึงผู้ที่จากไป ความสุขเล็กๆที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาแบบนี้ เป็นกำลังใจจากคนรอบตัว คำกล่าวที่พูดถึง ชื่นชม ความจริงใจ การเป็นผู้ให้ และความดี รวมถึงความอาลัยต่อการจากไปของพ่อผู้เป็นที่รัก ความรักของทุกๆท่านในที่นี้ก็เป็นดั่งลมที่จะช่วยประคับประคองและพัดพาให้พวกเรามีชีวิตต่อไปอย่างภาคภูมิใจ
แม้ว่าจากนี้ไป จะไม่มีสัมผัสที่คุ้นเคย แขนเล็กที่เคยโอบอุ้มฉันเมื่อยังเล็กจนโอบกอดฉันในวันอ่อนแอเมื่อเติบใหญ่ เท้าขาวๆที่เคยเตะก้นพร้อมเสียงหัวเราะขี้เล่น เสียงปลุกเรียกกินข้าวเช้า เสียงโทรศัพท์ถามไถ่เมื่ออยู่ไกลว่ากลับถึงหอรึยัง ลงท้ายแบบน้ำเน่าว่า รู้มั๊ย เดรักลูกที่สุดในโลกเลยนะ ไม่รักลูกแล้วจะไปรักหมาที่ไหนล่ะ เมื่อคราวกลับมาถึงบ้านจะนั่งรออยู่ตรงนั้น ทักทายบ้าง นอนกรนบ้าง คอยร่วมยินดีและรับฟังความทุกข์ต่างๆ ใจอ่อนไปกับน้ำตาและการร้องขอของลูก โดยที่ไม่เคยเรียกร้องหรือหลั่งน้ำตาของตัวเองให้กับภาระใดๆในชีวิตที่แบกอยู่บนบ่าบางๆ....
เดเหนื่อยมามากพอแล้ว จนถึงวันที่เดจากไป เดก็ไปแบบง่ายๆ ไม่เรียกร้องและสร้างความเหนื่อยยากลำบากใคร
เช้าวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๕๒ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของฉัน ฉันกลับถึงบ้าน วิ่งตรงเข้าไปจะกอดและทวงถามคำอวยพรวันเกิดในวันครบรอบ ๒๔ ปี .. เดกำหลังหลับ ตัวสั่น เหมือนคนฝันร้ายที่ปลุกไม่ตื่น .. และในตอนบ่าย เดก็จากไปอย่างสงบ หลับแบบไม่รู้ตัว ไม่ทรมาน และไม่เหนื่อยนาน
คำว่า ‘Happy Birthday’ ของฉันได้เกิดความหมายใหม่ เพื่อที่จะระลึกถึงความสุขที่มีผู้สร้างชีวิตให้กำเนิดฉันมาอยู่บนโลกใบนี้ พร้อมๆกับระลึกถึง การเกิดใหม่อย่างเป็นสุขในภพใหม่ของเด ผู้เป็นที่รักยิ่ง
รักเดเสมอ .. และเดจะยังเป็นอากาศที่มองไม่เห็น และสัมผัสได้อยู่รอบๆตัวเราตลอดไป

ตอนที่เมไปเชียงดาว พี่รู้สึกว่าเมอ่อนไหวและร้องไห้ง่ายมาก ตาเมจะแดงอยู่ตลอดเวลา
แต่พอพี่ถามพี่บดินทร์ว่าเมเป็นไงบ้างในงาน พี่บดินทร์บอกว่าเมเข้มแข็งมาก
พอได้อ่านจากบทความนี้ พี่ว่าเมถอดหัวใจมาเขียนเลยทีเดียว เมไม่ได้เป็นคนอ่อนแอแต่เมเป็นคนเข้มแข็งที่อ่อนไหวต่อคนที่เมรักและรักเมที่สุดในโลก
เป็นกำลังใจในนะเม พี่เอาใจช่วยเมจ้า
#1 By นักเดินทางใต้แสง(เชียง)ดาว (124.120.177.186) on 2009-04-23 17:47